ขึ้นนำจ่าฝูง เพื่อเจอการต่อสู้ที่แท้จริง

เราคือ เพจความรู้ฟุตบอล ชั้นนำที่มีทั้งความรู้ และข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับวงการฟุตบอลมานำเสนอให้ท่านๆ ผู้รัก และหลงใหลในกลิ่นอายของวงการฟุตบอลได้ติดตาม ไม่ว่าจะเป็นความรู้เรื่องอะไร ข้อมูลด้านไหน เรามีมาให้ท่านได้ติดตามอย่างไม่ขาดตกบกพร่องแน่นอน ทั้งเรื่องราว และประวัติของทั้งนักเตะ หรือสโมสรในอดีต รวมถึงข้อมูลของลีก และความเป็นมา เป็นไปต่างๆ ของฟุตบอลในลีกต่างๆ ในปัจจุบัน เรามีมานำเสนอให้ท่านได้รับรู้ครบทุกแง่มุมแน่นอน เพียงแค่ท่านติดตามเพจของเราLiveScore ผลบอลทุกลีก ผลบอลสดทุกลีก ผลบอลภาษาไทย ผลบอลสดวันนี้ ผลบอลย้อนหลัง ผลบอลออนไลน์ เมื่อคืน โปรแกรมฟุตบอลทุกลีก
ถ้าหากคุณไม่ไปเสิร์ชสถิติที่เว็บไซต์ไหนบันทึกไว้, ไม่ไปขุดคุ้ยข้อมูลจากตารางพรีเมียร์ลีกในอดีต คุณจำได้บ้างไหมว่าหลังจากจบเกมนัดที่ 17 ของฤดูกาลที่แล้ว ทีมแชมป์อย่าง ลิเวอร์พูล ทำคะแนนทิ้งห่าง เลสเตอร์ ซิตี้ ในตอนนั้นกี่แต้ม?
ในฤดูกาล 2017-18 ทุกคนรู้ว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สร้างประวัติศาสตร์กวาดได้ถึง 100 คะแนน แต่ใครจะไปนึกออกว่าหลังจบเกมนัดที่ 17 ของซีซั่นนั้น ทีมเรือใบสีฟ้าทิ้งห่างรองจ่าฝูงมากขนาดไหน
จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าในฤดูกาล 2003-04 ที่ อาร์เซน่อล ทำสถิติไร้พ่ายทั้ง 38 นัด ตอนที่ทีมปืนใหญ่ลงแข่งไปแค่ 17 เกมแรก ตำแหน่งจ่าฝูงยังไม่ใช่พวกเขา แต่กลับเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ทำผลงานช่วงครึ่งแรกของซีซั่นดังกล่าวได้ดีกว่า
ผมกำลังจะบอกว่า โดยปกติแล้วเมื่อฤดูกาลมันสิ้นสุดลง มันคงไม่มีใคร (หรืออาจจะไม่มีเลย) ที่จะจดจำว่าตารางคะแนนหลังจบเกมวีคที่ 17 มันหน้าตาเป็นยังไง
ใครนำจ่าฝูง? ทิ้งอันดับ 2 อยู่กี่แต้ม? มันไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะสุดท้ายแล้วไม่มีตำแหน่งจ่าฝูงสัปดาห์ไหน จะสำคัญมากไปกว่าทีมที่รั้งอันดับ 1 เมื่อลงเตะครบโปรแกรม 38 นัด
___________________________
อย่างไรก็ตาม การขึ้นนำจ่าฝูงของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังบุกชนะ เบิร์นลี่ย์ 1-0 ได้ในเกมสำคัญที่ เทิร์ฟ มัวร์ คืนวันอังคาร มันกลายเป็นปรากฏการณ์ที่คอบอลพรีเมียร์ลีกทุกคนต้องพูดถึง
ถึงแม้มันจะเป็นเพียงเกมนัดที่ 17 แต่หนสุดท้ายที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ลิ้มรสอากาศบริสุทธิ์บนจุดสูงสุดของตารางคะแนน แบบที่ไม่ใช่การขึ้นจ่าฝูงแค่ไม่ถึง 48 ชั่วโมง ต้องย้อนไปไกลถึงวันที่ 9 กันยายน 2017 เมื่อจบเกมบุกเสมอ สโต๊ค ซิตี้ 2-2
ในวันนั้นผีแดงภายใต้การคุมทีมโดย โชเซ่ มูรินโญ่ มีอันดับดีกว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แค่ผลต่างประตูได้-เสีย ก่อนที่บทสรุปตอนจบซีซั่น เรือใบสีฟ้าคว้าแชมป์ด้วยการเก็บ 100 คะแนนทิ้งห่างพวกเขาถึง 19 แต้ม
หลังจากวันนั้นมา ทีมที่เคยคว้าแชมป์ลีกสูงสุดอังกฤษรวมกันถึง 20 สมัย ไม่เคยเป็นจ่าฝูงหลังจบเกมวีคใดๆ ของพรีเมียร์ลีกได้อีกเลย
ส่วนครั้งสุดท้ายที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ขึ้นนำจ่าฝูงของสัปดาห์ในสถานการณ์ที่ลงเตะไปแล้วไม่น้อยกว่า 17 เกม คือฤดูกาล 2012-13 ที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พาทีมคว้าแชมป์ลีกได้เป็นการสั่งลาก่อนวางมือ
เมื่อบวกกับการที่ช่วงหลายปีหลัง บรรดาแฟนผีต้องทนเห็นคู่ปรับตลอดกาลอย่าง ลิเวอร์พูล มีอันดับเหนือกว่ามาโดยตลอด มันจึงเป็นเหตุผลที่เมคเซ้นส์พอ ว่าทำไมถึงต้องตื่นเต้นกับการเป็นจ่าฝูงหลังจากแข่งไปแค่ 17 เกมมากขนาดนั้น
___________________________
ไซม่อน สโตน ผู้สื่อข่าวคนดังซึ่งเกาะติดสถานการณ์ของ 2 ทีมเมืองแมนเชสเตอร์อยู่เสมอ เพิ่งเขียนข้อความลงบนเว็บไซต์ของบีบีซี สื่อเจ้าดังที่น่าเชื่อถือมากที่สุดของอังกฤษไว้อย่างน่าสนใจ
“ย้อนไปเมื่อ 10 ปีก่อน ถ้าหากมีใครบอกว่าแฟนบอลของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเฉลิมฉลองกับการได้ขึ้นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก พวกเขาคงไม่มีคนเชื่อ”
“หรือย้อนไปเมื่อ 3 เดือนก่อน ถ้าหากมีใครบอกว่าพวกเขาจะเป็นจ่าฝูงในตอนนี้ คงเจอแต่คนส่ายหัวใส่”
“ถึงอย่างนั้น โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ และทีมของเขาสมควรได้รับเครดิต เพราะหลังจากแพ้ อาร์เซน่อล คาบ้านอย่างน่าเศร้า พวกเขาเก็บได้ถึง 29 แต้มจาก 33 คะแนนเต็ม และคู่ควรกับตำแหน่งบนจุดสูงสุดแล้ว”
“โซลชาร์ จะไม่หลงระเริงแน่ คู่ต่อสู้ของพวกเขาในวันอาทิตย์นี้อย่าง ลิเวอร์พูล รวมถึง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังคงมีร่องรอยผู้ชนะซึ่งได้แสดงให้เห็นในช่วง 2-3 ซีซั่นที่ผ่านมา พวกเขาต่างเป็นคู่ต่อสู้ที่มีคุณภาพสูงสุด”
“แต่สำหรับสโมสรที่ร่วงลงจากจุดสูงสุดมาไกล การจบฤดูกาลด้วยอันดับท็อปโฟร์ 2 ครั้งติดต่อกันน่าจะเป็นเป้าหมายแรกในยุคหลัง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นั่นทำให้การกลับไปสู่ตำแหน่งสูงสุดของตาราง มันคือความแตกต่างที่น่ายินดี”
“และด้วยขุมกำลังที่อาจจะใหญ่กว่าทีมอื่นๆ ถึงแม้มันอาจยังไม่ถึงขั้นมีคุณภาพสูงสุดในฤดูกาลที่อัดแน่นแบบซีซั่นนี้ แต่จงอย่ามองข้ามโอกาสคว้าแชมป์สมัยที่ 21 ในปี 2021 นี้เลย”
___________________________
สิ่งที่ ไซม่อน สโตน บอก อาจสรุปได้ว่า โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ กำลังทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ค่อยๆ กลับไปเป็นทีมแบบที่พวกเขาเคยเป็นอีกครั้ง
การรั้งตำแหน่งจ่าฝูงมันคือผลงานที่ธรรมดามากๆ หากคนคุมทีมเป็น เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แต่หลังจากพ้นยุคของป๋าเป็นต้นมา มันกลับกลายเป็นเหตุการณ์ที่นานๆ ถึงจะเกิดขึ้นที
ความเป็นจริงก็คือ โซลชาร์ สามารถทำในสิ่งที่ไม่เคยมีอดีตกุนซือผีแดงยุคหลังท่านเซอร์คนไหนทำได้ ด้วยการพา แมนฯ ยูไนเต็ด มีช่วงไร้พ่ายในพรีเมียร์ลีก 11 นัดซ้อนได้นานถึง 3 ฤดูกาลติดต่อกัน
ช่วงที่ยังรับบทบาทผู้จัดการทีมชั่วคราว เขาพาทีมไม่แพ้เลยในพรีเมียร์ลีก 12 นัดแรกหลังจากเข้ามาทำงานแทน โชเซ่ มูรินโญ่ โดยชนะถึง 11 นัด เสมอแค่ 2 เกม
แม้ผลงานจะดิ่งลงเหวตั้งแต่ได้สัญญาคุมทีมถาวรเมื่อเดือนมีนาคม 2019 แต่หลังจากได้ตัว บรูโน่ แฟร์นันด์ส เข้ามาเป็นกำลังสำคัญในช่วงปลายเดือนมกราคมปีถัดมา กลายเป็นว่า 14 นัดสุดท้ายของซีซั่น 2019-20 ผีแดงของกุนซือชาวนอร์เวย์ไม่แพ้ใครเลย จนสามารถจบฤดูกาลด้วยอันดับ 3 ตามหลังแค่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ ลิเวอร์พูล เท่านั้น
ส่วนผลงานการออกสตาร์ทฤดูกาลปัจจุบัน แม้จะดูกระท่อนกระแท่น แต่นับตั้งแต่ผ่านพ้นสัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายน นี่คือทีมที่มาตรฐานการเล่นคงเส้นคงวามากที่สุดของพรีเมียร์ลีก
___________________________
11 นัดล่าสุดในลีกที่ปีศาจแดงชนะ 9 เสมอ 2 มันเต็มไปด้วยสตอรี่น่าจดจำ
มีทั้งการโดนนำแต่พลิกกลับมาชนะที่สนามเหย้าของคู่แข่งหลายต่อหลายครั้ง
มีเกมเปิดบ้านยำใหญ่คู่แข่งด้วยการยิงได้ถึง 6 ประตู
และมีชัยชนะที่เกิดขึ้นในช่วงทดเวลาบาดเจ็บอีก 2 หน
ส่วนนัดล่าสุดที่ไปเยือน เบิร์นลี่ย์ มันก็เป็นชัยชนะที่มีประเด็นระหว่างเกมให้พูดถึงนับไม่ถ้วน แต่ผลการแข่งขันมันถูกตัดสินด้วยลูกยิงระดับโลกจาก ปอล ป็อกบา
___________________________
เทิร์ฟ มัวร์ ยังคงเป็นสถานที่ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถูกโฉลกในการไปเยือนช่วงหลายปีหลัง
ซึ่งมันก็เป็นเรื่องตลกดี เพราะ เบิร์นลี่ย์ ไม่แพ้เลยในการเยือน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด 4 ครั้งหลังสุด แต่พอทัพ เดอะ คลาเร็ตส์ เป็นฝ่ายได้เล่นในบ้าน กลายเป็นว่าปีศาจแดงบุกชนะได้เป็นครั้งที่ 5 ติดต่อกันเข้าไปแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องมีบรมกุนซืออย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คุมทีม
ดาบิด เด เคอา ยังไม่เคยเสียประตูในการลงเฝ้าเสาที่สนามแห่งนี้ แถมนัดล่าสุดที่เพิ่งจบลงไป นายด่านทีมชาติสเปนไม่ต้องออกแรงเซฟแม้แต่ครั้งเดียว เพราะโอกาสยิงทั้งหมด 11 ครั้งของ เบิร์นลี่ย์ ไม่ตรงกรอบเลย
ส่วนหนึ่งต้องชมความยอดเยี่ยมของคู่เซนเตอร์แบ็กผีแดง โดยกัปตันทีมอย่าง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เก็บกินเรียบในลูกกลางอากาศ ขณะที่ เอริก ไบยี่ ก็สถาปนาตัวเองเป็นเจ้าพ่อแห่งการบล็อคลูกยิงอันตรายไปแล้ว
___________________________
สำหรับนัดเมื่อคืนนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ออกสตาร์ทเกมด้วยความเชื่องช้า บวกกับระบบ 4-4-2 ของ เบิร์นลี่ย์ ที่เน้นการปิดพื้นที่ตรงกลางให้แน่นหนา โดยคู่เซนเตอร์, คู่มิดฟิลด์ และคู่กองหน้าต่างช่วยกันขยับขวางพื้นที่ว่าง ทำให้ผีแดงแทบมองหาช่องทางจ่ายบอลไม่เจอ
แม้นักเตะเจ้าถิ่นจะมีความสามารถเฉพาะตัวไม่สูง แต่การเล่นแบบเน้นสาดโด่ง วิ่งเข้าประชิดตัวทุกจังหวะ ถือเป็นสไตล์ที่ผู้เล่นทีมเยือนไม่ชอบ
บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลให้ โซลชาร์ เลือกใช้งานคู่มิดฟิลด์รูปร่างสูงใหญ่ทั้ง ปอล ป็อกบา และ เนมานย่า มาติช ลงตัวจริงคู่กัน นอกเหนือไปจากการถนอมพลังงานของ เฟร็ด กับ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ให้ฟิตที่สุดสำหรับการวิ่งพล่านตัดเกมในการบุกเยือน ลิเวอร์พูล ที่แอนฟิลด์
มีสถิติที่น่าสนใจหลังเกมเผยออกมาว่า ป็อกบา กับ มาติช ช่วยกันเอาบอลกลับมาให้ทีมได้ครอบครองรวมกันถึง 20 ครั้ง โดยเป็นผลงานของดาวเตะชาวเซอร์เบีย 12 ครั้ง ส่วนสตาร์ค่าตัวแพงที่สุดของทีมทำได้ 8 หน
___________________________
ในครึ่งเวลาแรก คนที่โดดเด่นที่สุดในสนามไม่ใช่นักเตะคนไหน แต่กลับเป็นผู้ตัดสินอย่าง เควิน เฟรนด์
นาที 27 แมนฯ ยูไนเต็ด โต้กลับเร็วด้วยการวางบอลยาวจาก บรูโน่ แฟร์นันด์ส ให้ เอดินสัน คาวานี่ ที่ได้ส้มหล่นเตรียมหลุดเดี่ยวจากการที่ เบน มี กะจังหวะสกัดบอลพลาด แต่โดน ร็อบบี้ เบรดี้ พุ่งเข้ามาเจตนาเสียบล้มลงซะก่อน
เฟรนด์ ชูใบเหลืองให้ เบรดี้ จนนักเตะผีแดงพยายามประท้วงว่าต้องเป็นใบแดงเท่านั้น เพราะเป็นผู้เล่นฝ่ายรับคนสุดท้ายอย่างชัดเจน จึงนำไปสู่การใช้ วีเออาร์ ช่วยตัดสินย้อนหลัง
วีเออาร์ ตรวจสอบเหตุการณ์ย้อนไปดูตั้งแต่ช็อตก่อนหน้านั้นที่ ลุค ชอว์ เปิดปุ่มเข้าใส่ โยฮันน์ เบิร์ก กุ๊ดมุนด์สสัน ที่ผู้ตัดสินไม่ได้เป่าฟาวล์ในจังหวะแรกจนนำมาสู่จังหวะวางบอลโต้กลับของ บรูโน่ ซึ่งจากภาพช้าชัดเจนว่าแบ็กซ้ายผีแดงก็สุ่มเสี่ยงจะโดนไล่ออกด้วยเช่นกัน
สุดท้าย เควิน เฟรนด์ จึงต้องวิ่งไปดูภาพช้าย้อนหลังทั้ง 2 จังหวะดังกล่าวที่ข้างสนาม เพื่อใช้ดุลยพินิจของตัวเองในการตัดสินชี้ขาด
เฟรนด์เลือกทางที่น่าจะเกิดดราม่าน้อยที่สุด นั่นคือการแจกใบเหลืองให้ ชอว์ ที่มีโอกาสโดนใบแดงตั้งแต่แรกก่อน และนั่นทำให้ใบเหลืองของ เบรดี้ เป็นโมฆะ
___________________________
จังหวะที่ทำให้แฟนผีหัวร้อนมากที่สุด เกิดขึ้นในนาทีที่ 36 เมื่อส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายได้แล้วในจังหวะที่ ลุค ชอว์ โยนบอลจากหน้ากรอบเขตโทษไปให้ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ สอดขึ้นมาเทคตัวโหม่งบอลลอยผ่าน นิค โป๊ป ย้อยเสียบเสาไกล แต่กลับไม่ได้ประตูซะอย่างนั้น
เควิน เฟรนด์ มองว่า แม็กไกวร์ ทำฟาวล์ใส่ เอริค ปีเตอร์ส ในจังหวะกระโดดโหม่งซะก่อน
ทั้งที่ความเป็นจริง จังหวะแย่งลูกโขกประมาณนี้ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นประตูทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นประตูชัยดับ เลสเตอร์ ของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ในเกม คอมมิวนิตี้ ชิลด์ 2016 หรือลูกโขกปลิดวิญญาณดับ ซามพ์โดเรีย ของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เมื่อช่วงปลายปี 2019
ปีเตอร์ เคร้าช์ อดีตตำนานศูนย์หน้าหุ่นเสาโทรเลขทีมชาติอังกฤษ ได้ทวีตข้อความลงบนทวิตเตอร์ของตัวเองวิจารณ์จังหวะนี้ว่า “ไม่แน่ใจว่าผมจะทำประตูได้หลายลูกไหม ถ้าหาก แม็กไกวร์ ไม่ได้ประตูนี้”
ซึ่งหลังจากที่ทีมเยือนอดขึ้นนำจากลูกโหม่งของกัปตันทีม โอกาสที่ดีที่สุดที่น่าจะได้ประตูในครึ่งแรก คือจังหวะลองยิงปั่นโค้งในนาทีที่ 45 ของ อองโตนี่ มาร์กซิยาล ซึ่งบอลเกือบจะเสียบสามเหลี่ยมอยู่แล้ว แต่ นิค โป๊ป โดดปัดทิ้งออกหลังได้หวุดหวิด
___________________________
ถึงแม้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเจอกับครึ่งแรกที่ชวนหงุดหงิด และเล่นกันได้ไม่ดีอย่างที่หวัง แต่พอเริ่มครึ่งหลัง พวกเขาปรับจังหวะเกมใหม่ให้เร็วขึ้น ผู้เล่นช่วยกันเคลื่อนที่ไปข้างหน้ามากขึ้น จนได้พับสนามบุกอยู่ข้างเดียว
แต่ด้วยจังหวะสุดท้ายที่ยังไม่เนี้ยบ ทำให้ทีมปีศาจแดงยังไม่ได้ประตูที่ต้องการเสียที
เอดินสัน คาวานี่ ที่พ้นโทษแบน 3 นัดจากเอฟเอ กลับมาลงตัวจริงได้เป็นนัดแรกของปี 2021 ดูจะไม่ค่อยเข้าใจกับเพื่อนร่วมทีมในแนวรุกสักเท่าไร จังหวะจึงขาดๆ เกินๆ ไปหมด
ขณะที่จังหวะลองส่องไกลหลายต่อหลายครั้งของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส แทบทั้งหมดพุ่งไปตรงตัว นิค โป๊ป รับไว้ได้ไม่กระฉอก
___________________________
แต่อย่างที่บอกไป ว่าผลการแข่งขันนัดนี้มันถูกตัดสินด้วยประตูระดับโลกจาก ปอล ป็อกบา ซึ่งเกมนี้สมควรกับการคว้ารางวัล แมน ออฟ เดอะ แมตช์ แต่เพียงผู้เดียว
ประตูชัยที่เกิดขึ้นในนาทีที่ 70 เริ่มจาก ป็อกบา ขึ้นดวลลูกโหม่งชนะ จอช บราวน์ฮิลล์ ทำให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส มีพื้นที่ในการจ่ายออกขวาให้ มาร์คัส แรชฟอร์ด ดึงจังหวะก่อนหยอดเข้าไปบริเวณพื้นที่ว่างเกือบจะออกนอกกรอบเขตโทษ
ทันใดนั้น ปอล ป็อกบา เติมขึ้นมาเอี้ยวตัววอลเลย์แบบไม่ต้องจับ บอลพุ่งแฉลบ แม็ทธิว โลว์ตัน ทะลุลอดขา นิค โป๊ป เข้าไปแบบที่แฟนผีทั้งโลกเฮกันลั่นบ้าน
จังหวะแรกที่ได้เห็นประตูนี้ก่อนดูภาพช้า ผมนึกไปถึงลูกยิงของ ซีเนอดีน ซีดาน ที่วอลเลย์ดับ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น เป็นประตูชัยในนัดชิง แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2002 เลยทีเดียว แต่สลับเวอร์ชั่นมาเป็นลูกเปิดจากฝั่งขวา แล้ววอลเลย์ด้วยเท้าขวาแทน
ซึ่งถึงแม้ลูกยิงของ ป็อกบา จะมีโชคนิดๆ จากการแฉลบ แต่ความสมบูรณ์แบบต้องให้ 10 คะแนนเต็มไม่มีหัก
นอกจากจะเป็นคนทำประตูชัยแล้ว กองกลางทีมชาติฝรั่งเศสยังครองสถิติดวลชนะลูกกลางอากาศมากที่สุด (7 ครั้ง), ดวลแย่งบอลตัวต่อตัวมากที่สุด (12 ครั้ง), สัมผัสบอลมากที่สุด (106 ครั้ง) ช่วยเคลียร์บอลอันตราย 5 ครั้ง แถมสร้างโอกาสให้เพื่อนได้อีก 2 หน
ส่วนโอกาสยิงของเขาเพียงครั้งเดียวในเกม ไปจบลงที่ก้นตาข่าย และทำให้ทีมสบายใจได้ว่าจะจบเกมด้วยตำแหน่งจ่าฝูงได้แน่
___________________________
แต่การได้ประตูที่ต้องการก่อนเหลือเวลาอีกเพียง 20 นาที ทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผ่อนเกมรุก แล้วหันไปเน้นเกมรับประคองสกอร์แทน และนั่นทำให้ เบิร์นลี่ย์ มีโอกาสสาดบอลเข้าไปโจมตีในพื้นที่สุดท้ายได้หลายต่อหลายครั้ง
จังหวะที่น่าหวาดเสียวสุดๆ คือช็อตที่ แอชลี่ย์ เวสต์วู้ด จ่ายบอลจากฝั่งขวาแฉลบ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ไปเข้าทางตัวสำรองอย่าง มาเตจ์ วีดร้า เติมขึ้นมาซัดโล่งๆ แต่โชคดีที่ เอริก ไบยี่ ช่วยบล็อคออกหลังเปลี่ยนทางบอลได้อย่างหวุดหวิด
หรืออีกจังหวะในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เจมส์ ทาร์คอฟสกี้ เติมขึ้นไปลุ้นตอนที่ทีมได้เล่นลูกเซตพีซ แล้วได้ตวัดยิงโล่งๆ แต่กลับซัดแป้กไปอย่างน่าเสียดาย
ส่วนช็อตที่เกิดขึ้นในนาที 88 ที่บอลไปโดนแขนของ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ และ วีเออาร์ ปฏิเสธให้จุดโทษกับ เบิร์นลี่ย์ นั้น สาเหตุเป็นเพราะปราการหลังปีศาจแดงไม่ได้เจตนายกมือขวางลูกยิงเข้ากรอบ และบอลพุ่งไปโดนผู้เล่นคนอื่นก่อนจะมาโดนแขนของเขา
ซึ่งตามกติกาใหม่แล้ว จังหวะนี้จะไม่เป็นจุดโทษอย่างแน่นอน
___________________________
จุดที่น่าเสียดายก็คือ อองโตนี่ มาร์กซิยาล เสียสถิติยิงประตูที่ เทิร์ฟ มัวร์ ได้ทุกครั้งที่มาเล่นที่สนามแห่งนี้
ศูนย์หน้าทีมชาติฝรั่งเศสคือผู้เล่นที่มีโอกาสทำประตูมากที่สุดในเกม (5 ครั้ง) โดยช็อตที่น่าจะใส่สกอร์มากที่สุด คือจังหวะโต้กลับในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ที่ เอดินสัน คาวานี่ ดีดให้หลุดเดี่ยวไปยิงโล่งๆ แต่กลับซัดไปติด นิค โป๊ป ใช้ขาเซฟเอาไว้ได้
สุดท้ายแล้ว ประตูเดียวจาก ปอล ป็อกบา มันก็ยังเพียงพอต่อ 3 คะแนนสำคัญที่ทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขึ้นนำจ่าฝูงเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปีได้สำเร็จ
___________________________
การขึ้นนำจ่าฝูงด้วยการทิ้งห่างอันดับ 2 อยู่ 3 แต้ม ทำให้นี่คือครั้งแรกของฤดูกาลที่ทีมปีศาจแดงมีอันดับเหนือกว่าแชมป์เก่าอย่าง ลิเวอร์พูล
อย่างไรก็ตาม ทุกคนย่อมรู้ดีว่าช่องว่างเพียงแค่นี้ โดยที่ยังเหลือเส้นทางอีกยาวไกล มันไม่มีอะไรการันตีเลยว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะยืนระยะรั้งจ่าฝูงไปนานๆ ได้
เพราะความเป็นจริงก็คือ หากคืนวันอาทิตย์ที่ 17 มกราคมนี้ ลิเวอร์พูล สามารถเปิดรังแอนฟิลด์คว้าชัยได้ในเกมแดงเดือด ทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็จะทวงตำแหน่งอันดับ 1 ของตารางคืนได้ทันที
___________________________
โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ พูดถึงโปรแกรมนัดถัดไป ที่เป็นเกมที่แฟนบอลทั่วโลกรอคอยว่า มันคือศึกแดงเดือดในช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับทีมของเขา เท่าที่จะเป็นไปได้แล้ว
“มันคือตำแหน่งยอดเยี่ยมที่เราเข้ามาได้ แน่นอนว่าเราจะต้องเจอกับทีมแชมป์ พวกเขามีช่วงเวลา 3 ฤดูกาลครึ่งที่ไม่น่าเชื่อ ซึ่งเรารู้ว่ามันจะเป็นเกมที่ยากสำหรับเรา แต่พวกเราพร้อมสำหรับมัน”
“ผมคิดว่าเราไม่สามารถร้องขอช่วงเวลาที่ดีกว่านี้ได้อีกแล้วในการเจอพวกเขา เพราะพวกเราอยู่ในทรงที่ดี อยู่ในฟอร์มที่ดี และหิวกระหาย นั่นคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่นักเตะเหล่านี้มีความกระหาย”
“พวกเขาต้องการที่จะดีขึ้นกว่านี้ และนั่นคือบททดสอบอีกครั้ง เป็นบททดสอบของตัวตน และเป็นบททดสอบของคุณภาพ”
___________________________
ที่ โซลชาร์ เผยว่ามันคือ “บททดสอบคุณภาพ” เป็นความจริงอย่างชัดเจน เพราะต้องไม่ลืมว่าช่วง 11 เกมหลังสุดในพรีเมียร์ลีกที่ทีมไม่พบกับความพ่ายแพ้ ไม่มีการเอาชนะทีมระดับ “บิ๊กซิกซ์” ให้เห็นเลย
ถึงแม้จะนำเป็นจ่าฝูง แต่ในฤดูกาล 2020-21 ผีแดงยังมีผลงานน่ากังขาในการเจอทีมใหญ่ๆ
พวกเขาทำได้แค่เปิดบ้านเสมอกับ เชลซี และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แบบยิงประตูไม่ได้ ขณะที่การเจอกับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และ อาร์เซน่อล ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ก็ต่างจบลงด้วยความพ่ายแพ้
การตกรอบแบ่งกลุ่ม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และรอบรองชนะเลิศ คาราบาว คัพ ก็เป็นผลมาจากความพ่ายแพ้ให้กับทีมที่ดีกว่า
เพราะฉะนั้น ถ้าหาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่ต้องการให้ตำแหน่งจ่าฝูงเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา พวกเขายังต้องยกระดับมาตรฐานให้ดีกว่านี้ขึ้นไปอีก
ผลงานในลีกช่วง 2 เดือนเศษๆ ที่ผ่านมาถือว่า โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ทำได้ดีมากๆ แล้วครับ
แต่ทีมที่จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก มันคือจ่าฝูงนัดที่ 38 ไม่ใช่นัดที่ 17

Cr.เสียบสามเหลี่ยม
ท่านรู้หรือไม่ว่าสถิติสุดฮาของธิอาโก อัลคันทารากับลิเวอร์พูลเป็นอย่างไร ? ตอนนี้คือออกสตาร์ตเป็นตัวจริง 5 นัด ชนะ 0 เสมอ 2 แพ้ 3
ถ้าหากศึกแดงเดือดที่แอนฟิลด์เมื่อสัปดาห์ก่อน ลิเวอร์พูล "แพ้คะแนน" คือได้ผลเสมอ เพราะแมนฯยูไนเต็ดเล่นดีกว่า แต่ในเกมเอฟเอคัพ เมื่อคืนวันอาทิตย์คือแพ้น็อค เพราะเป็นรองทั้งผลการแข่งขัน และเป็นรองทั้ง...
บทสัมภาษณ์เกี่ยวกับลูกฟรีคิกแห่งชัยชนะในเกมแดงเดือดเมื่อคืนที่ผ่านมา . โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ : “เป็นประตูที่ดี เป็นการยิงฟรีคิกที่ดี” “ตอนที่ปล่อยเขาหลังจากซ้อม อย่างที่ผมทำ เขาจะใช้เวลาอีก 45...
แฟนนานุแฟน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจตัดพ้อว่าโลกเหวยช่างไม่ยุติธรรม ทีมรักยิงได้ตั้ง 15 ประตู ไฉนจึงตกรอบ ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก ขณะที่เพื่อนร่วมกลุ่มอย่าง ปารีส แซ็งต์-แชร์กแมง (13 ประตู) กับ อาร์เบ ไล...
"เจสซี่ ต้องการลงเล่นฟุตบอล เดี๋ยวเราอาจจะมาดูและนั่งคุยกับ เจสซี่ ก่อนตัดสินใจว่าเราจะทำยังไงกันต่อไป" - โอเล่ กุนนาร์ โซลชา พูดถึง เจสซี่ ลินการ์ด หลังมีข่าวขอย้ายทีม (ManUtd) Cr.Devil Magazine
อัลโกยาโน่ ทีมจากลีก้า 3 ที่เพิ่งเขี่ย เรอัล มาดริด ตกรอบ 32 ทีม ในศึกโกปา เดล เรย์ มีมูลค่าทั้งทีมเพียง 3 ล้านยูโร . ต้องใช้ อัลโดยาโน่ 39 ทีม ถึงจะซื้อ เอเดน อาซาร์ ได้ 1 คน Cr.ตุงตาข่าย
“ผมยอมรับในเรื่องนั้น และผมจะไม่สร้างภาพด้วย อย่างไรก็ตาม ผมชอบที่จะเรียนรู้ และไม่สนใจคนที่เกลียดผม เพราะนี่คือแรงผลักดันชั้นเลิศ” “เมื่อผมออกเดินทางไปเล่นเกมเยือน ผมจะพบกับผู้คนที่คอยเล่นงาน สำห...
ผ่านถึง 19 นัดมันคือครึ่งทางของพรีเมียร์ลีก ใครทำผลงานปีนี้เป็นแบบไหนกันบ้าง น่าติดตาม ปีก่อน "แชมป์เก่า" ลิเวอร์พูลทำแต้มได้ 55 แต้มจาก ชนะ 18 เสมอ 1 ปีนี้ผลงานดรอปลงจากเดิม เยอะเลยทำให้คู่แข่...
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จบฤดูกาล 2015-16 อย่างน่าผิดหวัง โอเค พวกเขาได้แชมป์เอฟเอคัพ แต่ผลงานในลีกจบอันดับ 5 พลาดโควต้าไปเล่นแชมเปี้ยนส์ลีก นั่นทำให้สโมสรต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อเรียกศรัทธาแฟนๆกลับมาใ...
ข่าวพรีเมียร์ลีก ข่าวบุนเดสลีกา ข่าวกัลโช่เซเรียอา ข่าวลาลีกา โปรแกรมฟุตบอลวันนี้ โปรแกรมพรีเมียร์ลีก โปรแกรมบุนเดสลีกา โปรแกรมกัลโช่เซเรียอา โปรแกรมลาลีกา วิเคราะห์บอลวันนี้ วิเคราะห์พรีเมียร์ลีก วิเคราะห์บุนเดสลีกา วิเคราะห์กัลโช่เซเรียอา วิเคราะห์ลาลีกา ดูบอลออนไลน์ ดูบอลผ่านเน็ต ดูบอลสด ผลบอล ผลบอลสด ผลบอลเมื่อคืน ผลบอลเมื่อคืนนี้ ผลบอลเมื่อวาน ไฮไลทล่าสุด ไฮไลท์พรีเมียร์ลีก ไฮไลท์บุนเดสลีกา ไฮไลท์กัลโช่เซเรียอา ไฮไลท์ลาลีกา ตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก ตารางคะแนนบุนเดสลีกา ตารางคะแนนกัลโช่เซเรียอา ตารางคะแนนลาลีกา ตารางคะแนนยูฟ่า ตารางคะแนนยูโรป้า
ติดตามผลบอลสดกับทาง pollball.in.th สดซะยิ่งกว่าของในตลาดสดเสียอีก! กับการอัพเดตฉับไว ราวกับนั่งอยู่ขอบสนามเอง เพื่อไม่ให้ท่านพลาดทุกความเคลื่อนไหว มีให้เลือกมากมายหลากหลายลีก ไม่ว่าจะเป็นทั้งลีกไทย หรือ ลีกต่างประเทศ อีกทั้งยังสามารถเช็คผลบอลย้อนหลังได้อีกด้วย สามารถอัพเดตผลบอลสดได้แล้ววันนี้ผ่านทั้งทางมือถือ และ คอมพิวเตอร์ ตลอด 24 ชั่วโมง